ตัวอย่างร้านค้าใน ThaiSquare.com

left direction
right direction

Pet4U

happypet

รักน้องหมาน้องแมว...ให้ปลอดภัย

 จากการศึกษาวิจัยทางจิตวิทยาทั่วโลกต่างเห็นพ้องกันว่า...การที่เด็กๆได้ใกล้ชิดเป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงนั้น ทำให้เด็กๆได้เรียนการเอาใจเขามาใส่ใจเราเกิดเป็นความมีเมตตากรุณา เกิดการพัฒนาความ มีศีลธรรมและจริยธรรม  คุณพ่อคุณแม่ไม่น้อยจึงยินดีที่จะนำสัตว์เลี้ยงมาเป็นเพื่อนกับลูกๆ  ซึ่งโดยมากก็มักจะเป็นลูกหมาหรือลูกแมว  เห็นเด็กๆเล่นกับพวกมันอย่างมีความสุขก็ทำให้ผู้ใหญ่อย่างพวกเราพลอยสุขใจไปด้วย แต่...สิ่งที่ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่งก็คือ “ความปลอดภัย”ครับผม!


รักน้องแมวรักน้องหมา...ก็ต้องหมั่นพาไปตรวจสุขภาพ
หมาน้อยน่ารักบางตัวอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อเรียกยาก (บลูเซลลา เมลิเทนซิส และ บลูเซลลา อะบอตัส) แต่ติดสู่คนได้ไม่ยาก อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่ผู้ใหญ่หากได้รับเชื้อสายพันธุ์นี้ก็อาจเกิดอาการอัณฑะโต ถ้าเป็นหญิงตั้งครรภ์ก็เสี่ยงต่อการแท้งบุตร  นอกนั้นก็อาจมีอาการอ่อนเพลีย  เมื่อยปวด และมีไข้ขึ้นๆลงๆ
 

รักน้องแมวรักน้องหมา...ต้องพาไปฉีดวัคซีน
น้องหมาอายุ 6 อาทิตย์ก็พาไปหาหมอทำการถ่ายพยาธิได้แล้วครับ ถัดจากนั้นอีก 2 อาทิตย์ก็ต้องฉีดวัคซ๊นรวม (รวมโรคไข้หัดสุนัข เลปโตสไปโรซิส-ตับอักเสบติดต่อ-ลำไส้อักเสบติดต่อแต่ถ้าช่วงนั้นกำลังมีโรคระบาด หรือ แม่ของเจ้าลูกหมายังไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน กรณีนี้พอมันอายุ 6 อาทิตย์ก็ต้องฉีดวัคซีนโรคหัดสุนัข(ลำไส้อักเสบติดต่อ) ได้เลยครับ

เมื่อมันอายุ 12 อาทิตย์ก็พาไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้แล้วละครับ  แต่ถ้าช่วงนั้นมีการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า แม้น้องหมายังไม่ถึง12 อาทิตย์ก็ให้รีบพาไปฉีดได้เช่นกัน  ต่อมาเมื่อมันอายุ 16 อาทิตย์ก็ต้องฉีดวัคซีนไข้หัดสุนัขอีก แล้วก็ทำการถ่ายพยาธิครั้งที่ 2 แล้วเมื่อน้องหมาย่างสู่วัย 6 เดือนก็ถึงเวลาของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอีกแล้ว...


เมื่อพูดถึง “โรคพิษสุนัขบ้า”นั้นอย่าคิดว่าจะเกิดจากน้องหมาเท่านั้น  น้องแมวก็เป็นโรคแสนสยองนี้ได้ แม้เปอร์เซนต์จะไม่มาก แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่ถ้างั้นก็อย่าลืมพาเจ้าเหมียวไปฉีดยาด้วยละครับ


นอกจากวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ายังมีวัคซีนป้องกันไข้หัดแมวที่เป็นสิ่งจำเป็น แถมข้อดีก็คือวัคซีนไข้หวัดแมวปนด้วย ขณะเดียวกันควรถ่ายพยาธิประจำ ดูแลความสะอาดล้างมือทุกครั้งที่จับแมว

รักน้องแมวรักน้องหมา-อย่าให้กินเนื้อดิบๆ

เพราะเนื้อดิบหรือเครื่องในสัตว์ดิบๆมักอุดมด้วยเชื้อโรคสารพัด โดยเฉพาะแบคทีเรียสายพันธุอันตรายที่ว่าพวกน้ำนมดิบไม่ว่าจะเป็นนมวัว นมแกะ นมแพะก็จะต้องผ่านการพาสเจอไรส์ หรือสเตอร์ริไรซ์ จึงจะดื่มได้อย่างปลอดภัย

รักน้องแมวรักน้องหมา-อย่าให้ตากฝน  
ฝนมาทีไรนอกจากนำความชุ่มฉ่ำมาให้ยังนำความชื้นแฉะมาให้อีกด้วยและเจ้าความชื้นนี่แหละที่ทำให้เชื้อโรคเติบโตกันดีนักหน้าฝนจึงต้องดูแลเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ พวกอาหารแห้งอาหารเม็ดของน้องหมาก็ต้องหมั่นตรวจให้ดีอย่าให้ขึ้นราหรือเก่าเก็บ ส่วนอาหารสดก็ต้องปรุงให้สุก

นอกจากเรื่องดูแลอาหารการกินแล้ว  อย่าปล่อยให้น้องหมาน้องแมวไปตากฝนหรือเล่นน้ำฝนนะครับ  เพราะอาจทำให้มันน้ำมูกไหลมีไข้ขึ้น  ถ้าเห็นว่าหมาแมวของเรามีอาการหนาวสั่น เวื่องซึม หอบหืด ท้องเสียก็ให้รีบพาไปหาคุณหมอ (สัตวแพทย์) เพื่อตรวจรักษา

หลายๆบ้านเลี้ยงลูกหมาลูกแมวตั้งแต่แรกคลอดแล้วเติบโตขึ้นมาพร้อมๆกับเด็กๆในบ้านจนกลายเป็นเพื่อนรักที่ใกล้ชิดกันแทบตลอดเวลา แต่หลายครั้งอีกเช่นกันที่เด็กน้อยกลับโดนเจ้าเพื่อนรักส่าขย้ำฝังเขี้ยวจนบาดเจ็บ 

ซึ่งโดยมากเกิดจากการที่เด็กเล็กเข้าไปกอดปล้ำฉุดดึงพวกมันในเวลาที่ไม่เหมาะสมทำให้มันตกใจหรือโกรธ เช่นมันกำลังหลับปุ๋ย กำลังก้มหน้าก้มตากินอาหาร กำลังเจ็บป่วย...หากลูกยังเป็นเด็กเล็กยังไม่ค่อยรู้ภาษา เมื่อเข้าใกล้สัตว์เลี้ยงจะต้องคอยดูลูกไม่ให้คลาดสายตา  แต่ถ้าโตขึ้นอีกนิดพอฟังรู้เรื่อง ก็ต้องสอนลูกอยู่เสมอว่า....หมาหลับอย่าแหย่ เจ้าหนูของเราบางคนชอบจังเลยที่จะเอาไม้ไปแยงไปแหย่สัตว์เลี้ยงที่กำลังหลับเด็กอาจคิดว่าจะปลุกมันให้ตื่นมาเล่นกัน โดยไม่รู้ว่าจะทำให้มันตกใจ

หมาหิวอย่ายั่ว  เด็กบางคนอาจเห็นเป็นเรื่องสนุกที่จะดึงหางมันหรือดึงจานข้าวในขณะที่มันกำลังหิว

หมากัดกันอย่ายุ่ง  อาจเพราะต้องการให้พวกมันเลิกทะเลาะกันหรือเข้าช่วยเจ้าหมาของตนที่กำลังโดนเล่นงานเลยเข้าไปแทรกกลางวง ผลก็คือโดนลูกหลงโดนพวกมันฟัดไปด้วย

หมาให้นมลูกอย่ากวน ต้องห้ามโดยเด็ดขาดเลยนะครับเพราะพวกมันจะจะนึกว่าจะไปแย่งลูกทำร้ายลูก เลยต้องสู้เพื่อปกป้องลูกของมัน

หมาเห่าอย่าวิ่ง ข้อนี้สำหรับไปเจอเจ้าหมาที่ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของเรา แล้วโดยมันเห่าใส่หรือทำท่าน่ากลัวเหมือนจะเข้ามากัด เราต้องอย่าวิ่งหนีเพราะไม่มีทางวิ่งทันพวกมันแน่ วิธีแก้ไขสถานการณ์ก็คือ ให้ยืนนิ่งๆครับ เก็บแขนแนบลำตัว แล้วก็อย่าไปจ้องตาสู้แล้วครู่เดียวเจ้าหมามันก็เลิกใส่ใจและล่าถอยไปเอง

อีกข้อสำหรับเมื่อเจอเจ้าหมาที่ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของเรา  (หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงของเรา)  เมื่อมีอาการดังนี้  หงุดหงิด งุ่นง่าน กัดทุกอย่างที่ขวางหน้า  กินอะไรๆก็ไม่ลง กลัวแสงสว่า กลัวเสียงดัง น้ำลายยืดย้อยตลอดเวลา เสียงเห่าหอนฟังผิดปกติ หากเป็นดังนี้ต้องให้ระวังให้มาก เพราะมันคือ อาการของสุนัขบ้าครับ...

 

ที่มา : บทความโดย...ประจวบ  ผลิตผลการพิมพ์

7 กระบวนท่าแก้ปัญหาหมาแมวเมารถ

หัวใจของ 7 กระบวนท่าแก้ปัญหาหมาแมวเมารถก็คือ การทำให้หมาแมวคุ้นกับรถ มีความรู้สึกดีกับรถยนต์อย่างค่อยเป็นค่อยไปนั่นเอง  เมื่อหมาไม่กลัวรถแล้วอะไร ๆ ก็จะดูง่ายขึ้น เริ่มจาก

 
กระบวนท่าที่ 1 : นั่งเคียงคู่กันในรถที่จอดดับเครื่อง
ขั้นแรกนี้ขอแนะนำให้พาหมาแมวเข้าไปนั่งเล่นในรถยนต์ที่จอดดับเครื่องก่อน ทั้งนี้ต้องมีเจ้าของนั่งอยู่ด้วยนะ ไม่ใช่จับหมาแมวโยนเข้าไปในรถแล้วปิดประตูขังไว้ ทั้งนี้เพื่อสร้างความอุ่นใจว่ายังมีเจ้าของอยู่เคียงข้างเสมอ

กระบวนท่าที่ 2 : ละลายพฤติกรรมด้วยกลุ่มสัมพันธ์ในรถ
ขั้นต่อมาก็ใช้เทคนิคกลุ่มสัมพันธ์มาใช้กับสัตว์เลี้ยงด้วยการหา "ของเล่น" หรือ "ของกินเล่น" มาให้หมาแมวเล่นในรถ ทั้งนี้เพื่อสร้างความรู้สึกสบายใจ และรู้สึกปลอดภัยให้กับสัตว์เลี้ยง โดยเจ้าของจะต้องอยู่ในรถด้วยตลอดเวลา น้องหมากับน้องเหมียวจะได้อุ่นใจ (เช่นเคย)

 กระบวนท่าที่ 3 : เปลี่ยนแผนจากข้างในมาภายนอกรถ
ในกรณีที่กระบวนท่าที่ 2 ไม่ได้ผล เนื่องจากหมาแมวยังกลัวรถอยู่ แนะนำให้ปรับเปลี่ยนแผนใหม่  โดยให้ออกมาทำกลุ่มสัมพันธ์ข้างนอกรถแทน แต่สถานที่ทำกลุ่มสัมพันธ์ไม่ห่างจากรถเท่าใดนัก  โดยแนะนำให้วางชามข้าวอยู่ใกล้ ๆ ตัวรถ เพื่อให้เจ้าตูบและเจ้าเหมียวคุ้นเคยกับรูปร่างรถไปในตัว

กระบวนท่าที่ 4 : รุกคืบทีละนิดจนชิดรถ
ขั้นตอนนี้ก็คือ ค่อย ๆ รุกคืบเข้าใกล้รถขึ้นเรื่อย ๆ โดยต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปภายในเวลาสักระยะหนึ่งจนกระทั่งน้องหมาน้องเหมียวรู้สึกดีที่สามารถกินเล่นได้ใกล้ ๆ รถ

กระบวนท่าที่ 5 : ย้อนกลับเข้าไปในรถอีกครั้ง
กระบวนท่านี้ก็คือ นำกระบวนท่าที่ 1 และ 2 มาใช้อีกครั้งนั่นเอง โดยเน้นสร้างความสบายใจ ไม่ตื่นกลัวโดยยึดหลักว่า "ถ้าเข้ารถทีไรเป็นได้เล่นได้กินทุกที" ซึ่งจะสร้างเงื่อนไขแห่งความสุขใจให้สัตว์เลี้ยงของเรา นั่นเท่ากับเป็นการ "สร้างอุปนิสัยที่ดี" ให้สัตว์เลี้ยง "ไม่กลัวรถ" นั่นเอง


กระบวนท่าที่ 6 : เริ่มขยับรถแล่นไปมา
เมื่อสัตว์เลี้ยงเริ่มคุ้นเคยกับรถเป็นเวลาพอสมควรแล้ว (ใช้เวลาหลายอาทิตย์ครับ-ขอบอก) ก็ขอให้เจ้าของทำการติดเครื่องยนต์แล้วดบเครื่อง สลับไปสลับมา ทั้งนี้เพื่อให้สัตว์เลี้ยงของเรานั้น ได้รู้สึกคุ้นกับเสียงเครื่องยนต์ของรถเสียก่อน เมื่อน้องหมาน้องแมวออกอาการคุ้นเคยดีแล้ว ก็เริ่มขยับรถเคลื่อนเดินหน้าถอยหลังไปมาเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในบริเวณบ้าน เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องให้สัตว์เลี้ยงได้ฝึกประสาทรับรู้การเคลื่อนไหวของรถยนต์ซึ่งต่างไปจากการเคลื่อนไหวในชีวิตปกติ

กระบวนท่าที่ 7 : เริ่มเดินหน้าขับรถไปทีละเล็กทีละน้อย
เมื่อสัตว์เลี้ยงเริ่มคุ้นกับการนั่งรถเที่ยวในบ้านสักระยะเวลาหนึ่งแล้ว ก็เริ่มพาออกไปเที่ยวนอกบ้านได้แล้วแต่จะต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปจากใกล้ ๆ บ้านก็ค่อย ๆ ขับไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ และเน้นว่าจุดหมายที่ไปควรเป็นที่ที่หมาแมวไปแล้วมีความสุข ได้วิ่งเล่นสนุกสนาน เช่น สวนสาธารณะใกล้ ๆ บ้าน ซึ่งแน่นอนขอแนะนำเรื่องของกินของเล่น อย่าให้บกพร่อง มีให้พอ เรียกว่าจัดโปรโมชั่นกันสุด ๆ เพื่อให้น้องหมาน้องเหมียวรู้สึกว่าถ้านั่งรถเที่ยวแล้ว จะได้วิ่ง กิน เล่นอย่างเพลิดเพลินใจ เริ่มจากใกล้ ๆ แล้วขยับไกลขึ้นเรื่อย ๆ

จากกระบวนท่าทั้ง 7 ก็คงช่วยให้สัตว์เลี้ยงแสนรักของเราไม่กลัวรถ และหายเมารถได้ในที่สุด แต่ที่สำคัญก็คือเจ้าของต้องใช้ EQ มาช่วยในการฝึกภารกิจนี้ ที่ต้องเข้าใจเป็นอย่างมากว่า "ไม่มีหมาแมวใดในธรรมชาติที่เคยนั่งรถเที่ยว" ดังนั้นเราจึงต้องฝึกฝนให้สัตว์เลี้ยงของเราคุ้นกับการเดินทางโดยรถยนต์ ซึ่งระยะเวลาในการฝึกขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัวของสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น และที่สำคัญก็ขึ้นอยู่กับ EQ ของเจ้าของด้วยนะครับ

ขอย้ำว่าไม่มีโรงเรียนฝึกสุนัขหรือศูนย์ฝึกสุนัขรับฝึกหมาไม่ให้เมารถนะครับจะบอกให้ (นั่นแปลว่าเราคงต้องฝึกหมาแมวของเราเอง) และอานิสงค์ของการไม่กลัวรถ ไม่เมารถก็จะทำให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยง สามารถใช้ชีวิตร่วมทางกันบนท้องถนนได้อย่างมีความสุข ช่วยเติมเต็มสายสัมพันธ์แห่งความรักระหว่างมนุษย์กับสัตว์ให้แข็งแกร่งขึ้นทำให้รักแท้และมิตรภาพระหว่างเจ้าของกับเพื่อสี่ขา ยืนยง และยาวนานไปอีกนานแสนนานทีเดียว

 

ที่มา : หนังสือ "เลี้ยงสัตว์อย่างมี EQ" โดย นายสัตวแพทย์ธานินทร์ สันติวัฒนธรรม

You are here:

Custom