เรื่องที่  ๗๙

ตายก่อนบวชไปรออยู่ที่สำนักพระยายมราชแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก

 

      “..วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๒ ตั้งแต่ ๔ โมงเย็นกว่าๆ อาตมามีอาการเครียดจัด ในท้องร้อนมากมาถึงคอ ร้อนคล้ายๆ ไฟลวก เดินก็ซวนไปเซมา เห็นท่าจะไม่ไหวก็นอนทนทุกขเวทนาไปตามเรื่อง ขณะที่ร่างกายมีทุกขเวทนาอย่างหนักก็มีความรู้สึกว่า ความตายเข้ามาใกล้เต็มที เราจะมีความประมาทอยู่เพื่อประโยชน์อะไรความจริงขึ้นชื่อว่าร่างกายจิตใจไม่เกาะมานานแล้ว  คำว่า  “ไม่เกาะ”  หมายถึง “จิตไม่เกาะ” จิตมีความรู้สึกว่าร่างกายนี้ต้องตายแน่นอนและความตายเข้ามาถึงในไม่ช้าแน่ จึงเตรียมตัวเพื่อตาย วิธีการเตรียมตัวเพื่อตายก็คือ รวบรวมกำลังใจซึ่งปกติมันก็รวมอยู่แล้ว  เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรสวยเป็นปกติ คนก็ไม่สวย วัตถุก็ไม่สวย อะไรมันก็ไม่สวย  จะดูความมั่นคงของคนก็ไม่มีความมั่นคง  ทุกคนก็แก่ไปทุกวัน  วัตถุก็มีการทรุดโทรม ร่างกายเราก็เป็นวัตถุส่วนหนึ่งมันก็ทรุดโทรมและก็ต้องตายไปในที่สุด  จิตใจไม่ผูกพันในมัน จึงตัดสินใจว่าการอยู่ตรงนี้เต็มไปด้วยทุกขเวทนา ถอยออกจากร่างกายดีกว่า จึงไปกราบพระท่าน  มีพระใหญ่  ๒ องค์ท่านอยู่เป็นประธาน ต่อมาก็มาอีกรวมเป็นทั้งหมด ๒๘ องค์ ก็กราบท่าน สถานที่นี้เต็มไปด้วยความสุขสำราญไม่มีทุกข์ มีอารมณ์เบาๆ กราบเรียนท่านวา “อยากจะอยู่ตรงนี้” ท่านก็ตอบว่า “เธอมีสิทธิ์อยู่แน่ แต่กาลเวลายังไม่ถึง ขอให้ถึงกาลเวลาก่อน” ก็กราบเรียนท่านว่า “ไม่ได้รุกเวลา ตามที่ปรารถนาก็คิดว่าถ้าบังเอิญร่างกายมันพังวันนี้ก็ขออยู่บนนี้” 

      ท่านก็ยอมรับบอกว่า “ถ้าร่างกายมันพังจริงก็อยู่ได้เลย แต่ฉันคิดว่ามันยังไม่พังเพราะว่าร่างกายมันจะต้องดีขึ้น  งานข้างหน้าที่จะให้ทำยังมีอยู่มาก  ต้องทำเพื่อความสุขของบรรดาประชาชนผู้นับถือพระพุทธศาสนา  เวลาเขาเข้ามาในเขตคือ

      ๑)  ให้เขามีความสุขตามสมควร

      ๒)  เป็นการช่วยกำลังใจเขาให้เกิดความเลื่อมใส

      ความจำเป็นต้องให้เธอทำ เพราะเธอมาจากพุทธภูมิ งานนี้เป็นงานของพุทธภูมิ  เธอต้องรับภาระ” ก็กราบเรียนท่านว่า  “ภาระอันนี้รับมานานแล้ว ไม่เบื่อพร้อมที่จะทำ แต่ขอให้ร่างกายดี”  คุยกับท่านสักครู่ก็ชื่นใจ พระท่านก็บอกว่า “ไปเที่ยวสำนักพระยายมราชกันเถิด เพราะเวลานี้มีบุคคลสำคัญที่เราจำเป็นต้องช่วยไปอยู่ที่นั่น” ถามว่า “ใคร” ท่านบอกว่า”ไปเถิดฉันจะไปด้วย” ทั้งหมดก็ยกขบวนกันมาสำนักพระยายมราช 

      พอมาถึงปรากฏว่าคณะท่าวมหาราชท่านมาเตรียมอยู่แล้ว  พอเข้าไปถึงท่านพระยายมราชก็ออกมารับพระแล้วท่านก็กราบพระ รายงานว่า  “วันนี้มีคนสำคัญเข้ามาในสำนักของท่าน  ซึ่งความจริงไม่น่าจะต้องผ่านแต่ก็ต้องผ่านเพราะอุปกิเลส”  ท่านก็สั่งเจ้าหน้าที่ให้นำคนนั้นเข้ามา  ลัดคิวมาเลยไม่ต้องรอคิว  เพราะการสอบสวนนั้นเขาต้องรอคิว  เมื่อบุคคลนั้นเข้ามาก็ปรากฏว่าเป็นคนหนุ่มมากอายุประมาณ ๒๐  ปีเศษๆ  เป็นคนขาวโปร่ง หน้าตาดี  พอเข้ามาถึงแล้วเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทำการสอบสวนเหมือนคนอื่น เขาส่งมาให้ท่านพระยายมราชเลย ท่านก็ส่งออกมานอกคอกตรงที่พวกเรานั่งกันอยู่  เธอก็ก้มลงกราบพระแล้วก็มากราบอาตมาและกราบรวมทุกๆ  ท่านที่มาอยู่ที่นั่น  ท่านพระยายมราชก็ถามว่า “เวลาตายเธอไม่ได้นึกถึงพระหรือ” เธอคนนั้นก็ตอบว่า “ไม่ได้นึกถึงขอรับ”  ท่านถามว่า  “ทำไมจึงไม่นึกถึง ก็เธอตั้งใจจะเป็นพระใช่ไหม” เธอตอบว่า “ตอนต้นตั้งใจจะเป็นพระครับ” อาตมาบอกว่า “ขอให้เธอเล่าประวัติความเป็นมา” 

      เธอก็เล่าประวัติความเป็นมาว่า เธอมีอายุ ๒๓ ปี ตั้งใจจะบวชพระ  พ่อกับแม่เตรียมเครื่องครบชุดแล้ว เธอก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะบวชสัก ๑ พรรษาเป็นอย่างน้อย  ที่กะไว้น้อยก็เพื่อจะตั้งหน้าตั้งตาทำความดีให้มาก คิดว่าพรรษาแรกจะเป็นพรรษาฝึกฝนตนเองให้ตั้งอยู่ในขอบเขตของพระธรรมวินัย  ถ้าสามารถทรงตัวได้ก็จะอยู่ถึง ๓ พรรษา  ถ้าจิตใจเต็มใจในการอยู่เต็มเปี่ยม  มีธรรมปีติดีพอสมควรก็จะบวชตลอดชีวิต  เธอตั้งใจไว้อย่างนั้น แต่พออีก ๒ วันจะถึงพิธีอุปสมบทเธอออกไปทางหลังบ้านเพื่อจะไปหาเพื่อน ก็ถูกงูเห่ากัด  พิษมันแล่นเข้าทางกายเจ็บปวดมาก  ก่อนจะตายตอนนั้นไม่ได้นึกถึงอะไรเลย การที่คิดจะบวชพระก็ไม่ได้นึก พระก็ไม่ได้นึกถึง  มันมีแต่ปวดอย่างเดียว รักษาเท่าไรก็ไม่หาย  ในที่สุดไม่ทันข้ามคืนเธอก็ตาย  เวลาที่ตายปรากฏว่าพบคน    คนนุ่งแดง เธอก็ชี้ไปที่เทวดา ๔ องค์แล้วบอกว่า “ท่านทั้ง ๔  องค์นี้ไปรับครับ เวลาไปรับท่านก็รับด้วยดีให้เดินตามมาเฉยๆ ไม่มีการบังคับ ไม่มีการข่มเหง มาถึงก็มารอการสอบสวนอยู่ที่นี่ ๓ วันของมนุษย์ แล้วพระคุณเจ้าก็มา วันนี้ผมดีใจมาก  จิตใจผมอยากจะบวชพระแต่ผมก็ไม่ได้บวช  แต่วันนี้ผมมีโอกาสได้นมัสการพระที่มีความสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนาถึง ๒ องค์” 

      เธอหันไปกราบพระท่านก็ยิ้ม  เธอก็บอกว่า “ถึงแม้ว่าเขาจะนำไปไหน  ผมก็พร้อมจะไปขอรับ  ในเมื่อได้มีโอกาสกราบพระที่มีความสำคัญตามความตั้งใจแล้ว” ท่านพระยายมราชก็บอกว่า  “อานิสงส์ในการบวชของเธอมี การเข้ามาที่นี่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปนรกทุกคน  แดนนี้เป็นดินแดนที่ช่วยคน  ไม่ต้องการให้ลงนรก  ถ้าคนใดคนหนึ่งนึกถึงบุญอย่างใดอย่างหนึ่งแม้แต่อย่างเดียวได้  ที่นี่ก็ปล่อยไปสวรรค์ก่อน” 

      หลังจากนั้นท่านพระยายมราชก็บอกว่า “ต่อไปนี้เธอเป็นอิสระ ไปได้ตามกำลังบุญของเธอ”  พอท่านพูดเท่านั้น ร่างกายของเธอก็เปลี่ยนจากความเป็นคนกลายเป็นเทวดาทันที  มีความสวยสดงดงามมาก  ทรวดทรงดี  มีชฎาแหลมเปี๊ยบ  หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสมีความสดชื่น หลังจากนั้นก็มีเทวดา ๔ องค์แต่งตัวงามมาก  มีชฎาพร้อมแพรวพราวเป็นระยับ ก็นำเธอไปส่งที่วิมานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก วิมานของเธอก็กว้างใหญ่ไพศาลามาก มีความสวยสดงดงามเป็นพิเศษ

      อาตมาถามพระท่านว่า “คนที่คิดจะบวชแต่เขายังไม่ได้บวช  อารมณ์นี้เป็นมหากุศลใช่ไหม”  ท่านก็ตอบว่า  “ใช่”  กราบเรียนถามท่านว่า  “อานิสงส์การอุปสมบทบรรพชาเขาจะได้ไหม”  ท่านก็ตอบว่า “อานิสงส์อุปสมบทบรรพชานี้เขาได้สมบูรณ์แบบ” กราบเรียนถามท่านว่า “ด้วยความสงสัยว่าคนยังไม่ได้บวชจะได้อานิสงส์อุปสมบทบรรพชาครบถ้วนเหมือนคนบวชไหม” ท่านบอกว่า  “ได้ครบ  เขาตั้งใจว่าจะบวชและเขามีการเตรียมการแล้วทุกอย่าง  ตลอดกระทั่งเขาตัดสินใจแล้วว่า บวชปีแรกจะทำให้ดีที่สุด ถ้าดีสมบูรณ์บริบูรณ์แล้วก็จะอยู่ให้ครบ ๓ ปี  ถ้า ๓ ปีดีสมบูรณ์บริบูรณ์แล้วก็จะอยู่ตลอดชีวิต เขาตัดสินใจเด็ดขาดถือว่าบวชใจแล้ว ถ้าบวชแต่ร่างกายใจไม่บวชนี่ลงนรกนับไม่ถ้วน แต่คนที่บวชใจ ร่างกายยังไม่บวชไปสวรรค์ ไปนิพพานนับไม่ถ้วนเหมือนกัน” เมื่อท่านตรัสอย่างนั้นก็หมดสงสัย

      รวมความว่าคนที่ตั้งใจจะทำบุญ อานิสงส์ย่อมได้  สำหรับคนที่ตั้งใจจะบวชก็เหมือนกัน เขาพร้อมแล้วในการบวช  ไม่ได้สักแต่ว่าคิดจะบวชและการบวชก็ไม่ได้บวชตามประเพณี การบวชตามประเพณีไม่แน่ในอานิสงส์..”