เรื่องที่  ๗๒

หลวงพ่อตอบคำถามศิษย์ที่ถามถึงผู้ที่ตายไปแล้วไปเกิดเป็นอะไร (เมื่อปี  พ.ศ. ๒๕๑๗)

 

      “..ต่อไปนี้เป็นเรื่องของท่านผู้มรณภาพ  เวลานี้เป็นเวลา ๔.๐๐ น. ตรง คืนนี้ตื่นตั้งแต่  ๒.๓๐น.  ก็เป็นอันว่าหลับไม่ได้จนกว่าจะสว่าง  และก็ต้องไม่หลับเพราะกิจพึงทำมันยังมี  อาการเพลียไม่มีไม่ต้องเป็นห่วง  ขอท่านทั้งหลายไม่ต้องเป็นห่วงที่จะคิดว่าเพลียหรือทรมานกาย เพราะนอนเต็มอิ่ม ตื่นมาก็อิ่มเต็มที่ เรื่องตอบคำถามมีดังต่อไปนี้

      รายที่ ๑ นายแพทย์สวัสดิ์ บุณยกุล ถามถึงคุณแม่แก้ว บุณยกุล ซึ่งเป็นมารดาเขียนมา บอกว่า ค่อนข้างท้วม ผิวดำ

หลวงพ่อ  :   แม่แก้วมาแล้วหรือยัง  ไปตามมาให้ด้วยสิ  ไปตามมาทุกคนที่เขาเขียนชื่อมา  เขา  จะได้ทราบ เอ้ามาแล้วนะ เป็นไงแม่แก้ว เอ๊ะนี่เขาว่าดำนี่ ทำไม่ไม่ดำล่ะ

แม่แก้ว   :   เขาว่าดำ

หลวงพ่อ  :   อ๋อใช่ เอาล่ะ อยู่ที่ไหน?

แม่แก้ว   :   มีความสุขดี

หลวงพ่อ  :  เอ้าเป็นอันว่าท่านนายแพทย์สวัสดิ์  บุณยกุล  แม่แก้วบอกว่ามีความสุขดี เห็นเขียน        มาว่าผิวดำ แต่แม่แก้วมาไม่ดำ ขาว ท้วมหน่อยๆ สวย หน้าตาสดชื่น ถ้าลูกจะทำบุญให้ด้วยความกตัญญูกตเวที แม่แก้วต้องการอะไร

แม่แก้ว    : บอกว่าสบายแล้ว อะไรก็ได้  แต่ว่าถ้าลูกจะทำบุญให้ก็ทำบุญให้เป็นบุญแก่ตัวเอง  แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ด้วยความกตัญญู  มีจิตประสงค์อยู่ ให้ลูกสร้างความดีให้เป็นปกติ

หลวงพ่อ  :   ท่านนายแพทย์สวัสดิ์ บุณยกุล โปรดทราบว่าเวลานี้มารดาของท่านมีความสุขแล้วท่านจะทำอะไรก็ได้ถ้าหวังในความกตัญญูรู้คุณของท่าน  แม่แก้วบอกว่าให้ทำตามใจปรารถนา  ทั้งนี้เพื่อเป็นบุญของท่านด้วยและเพื่อเป็นความกตัญญูกตเวทีด้วย  เป็นอันว่าเรื่อง   ของท่านนายแพทย์สวัสดิ์หมดไปหรือแม่แก้วหมดไป         สวัสดีแม่แก้วไปหรืออยู่ไหนยังไม่ได้บอกเขาเลย

แม่แก้ว  :    ดาวดึงส์

หลวงพ่อ  :    แล้วก็ไปเพราะบุญอะไร  จะได้บอกให้ลูกเขาทราบ

แม่แก้ว   :    บุญเพราะสร้างวิหารทาน ได้บุญเพราะนึกถึงพระ  ใส่บาตร  ทำบุญอยู่เสมอ  เวลา ป่วยจิตใจน้อมถึงกุศล คิดว่าตนต้องตาย จัดเป็นมรณานุสติกรรมฐาน และก็มีความไม่ประมาท คิดถึงบุญเป็นเหตุให้เกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก

หลวงพ่อ  :    ไปละหรือ สวัสดีจ้ะ

 

      รายที่ ๒ นางเชื้อ  เนตรพันธุ์ อายุ  ๖๕  ปี  ตายเมื่อวันที่  ๓๐  กรกฎาคม  ๒๕๑๖  รูปร่างอ้วนขาว สันทัด เป็นมารดาของนางอัจฉรามณี

หลวงพ่อ  :    แม่เชื้อมาแล้วรึ ทำบุญอะไรไว้นี่

แม่เชื้อ   :    ไหว้พระ

หลวงพ่อ  :    คนแก่นี่ไหว้พระเป็นแฮะ ด่าเขามากไหมล่ะ

แม่เชื้อ      : ไม่มาก

หลวงพ่อ  :    ดีแล้ว  เป็นอะไรตาย?

แม่เชื้อ      : ไม่หายใจตาย

หลวงพ่อ  : ไม่เห็นเขาบอกนี่ว่าเป็นอะไรตาย เขาบอกไม่หายใจตาย  ฉันก็เหมือนกัน ไอ้โรคระยำนี่มันเป็นทุกคนแหละ ผีพูดถูกจ้ะ เออนี่เขาถามมา  เขาเป็นห่วงนะ เวลานี้อยู่ที่ไหนล่ะ บอกตรงๆ นะ อยู่นรกขุมไหนล่ะ

แม่เชื้อ      : ไม่อยู่นรก

หลวงพ่อ  : นึกว่าอยู่จะให้ลูกเขาตามไปด้วย  เดี๋ยวบอกซิ  ไอ้ตอนที่จะตายน่ะ  นึกอย่างไรมันถึงได้ไม่ลงนรก

แม่เชื้อ      : เวลาป่วยตอนต้น นึกมั่งไม่นึกมั่งเรื่องบุญ

หลวงพ่อ  : เออดีเหมือนกันนี่ มันไม่ลากลงนรกไปเสียได้ก็บุญตัวแล้ว นึกไว้เสมอไม่ได้รึ?

แม่เชื้อ      : คิดว่าจะยังไม่ตาย

หลวงพ่อ  :    ดีแม่คุณ แล้วตอนหลังเป็นอย่างไรล่ะ

แม่เชื้อ      : อีตอนหลังป่วยมาก ก็ไม่มากนักหรอก อาการมันหนักขึ้นมาก็เลยคิดว่า คราวนี้คงจะไม่รอดเสียแล้วและมีภาพพระปรากฏ เห็นพระพุทธเจ้าเป็นรูปพระสงฆ์ลอยผ่านมาให้เห็น ๒ ครั้ง นับตั้งแต่เห็นครั้งแรกจิตใจก็ถือพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ท่านสวย

หลวงพ่อ  :    เออดีมาก ตอนนั้นนึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าหรือความสวยของท่าน

แม่เชื้อ      : ท่านสวยจับใจ

หลวงพ่อ  :    ฮึ แอบไปรักพระพุทธเจ้าเข้าแล้วซี

แม่เชื้อ      : เปล่า ท่านสวยจับใจทำให้จิตเป็นกุศล อิ่มใจ ชื่นใจ เมื่อเวลาใกล้จะตายปรากฏว่าเห็นท่านมายืนอยู่ทางขวาใกล้ศีรษะ จีวรเกือบจะถูกหน้า ใจสบาย หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าไอ้จิตวิญญาณหรือกายภายในมันออกมาเมื่อไหร่  เมื่อพลัดออกไปจากร่างแล้วก็ตามท่านไป รู้สึกว่าตามท่านไป  ท่านเดินนำหน้าแล้วก็ตามท่านไป  พอขึ้นไปใกล้พระจุฬามณี  เดินเลยพระจุฬามณีขึ้นไปนิดหนึ่ง

หลวงพ่อ  :    ทำภาพให้ถูกนะ  ถ้าโกหกเขาละฉันลงนรก  แต่แกต้องลงไปก่อนนะ  ฉันถามแม่เชื้อนะ ฉันไม่ได้พยากรณ์  เอ้าเดินไปถึงตรงนั้นหรือ

แม่เชื้อ      :         เดินไปถึงด้านเหนือของพระจุฬามณี เป็นสถานที่โอ่โถงมีความสวยสดงดงามเป็นวิมานอยู่สบาย

หลวงพ่อ  :    สบายแล้วก็แล้วไป เป็นอันว่าอย่างนี้เขาเรียกว่า ตายอยู่กับพุทธานุสติกรรมฐาน นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ไปสวรรค์  ดีแล้วอย่าประมาทนะ ไอ้กรรมที่ทำความชั่วไว้แล้วมันจะลากลงนรก  ถ้าประมาทเมื่อไหร่ละก็เสร็จเมื่อนั้น  จำไว้ให้ดีนะ  ทำบุญต่อไป  เกื้อกูลต่อไป  นึกถึงพระพุทธเจ้าไว้  จะได้เข้าถึงพระโสดาบัน อย่าคิดว่าเป็นนางฟ้าเป็นเทวดาสบาย  ดูตัวอย่างเทวดาที่จุติลงมาต่อหน้าต่อตา ลงมาแล้ว   เลยไปนรกไม่มีประโยชน์ อย่ามีความประมาท อย่านึกว่าเทวดาวิเศษ หนักๆ เข้าเทวดาจะกลายเป็นเศษ คือ เศษของสัตว์นรก ไม่มีประโยชน์ เอ้าไปแล้วก็ไป  ฉันก็จะได้พักบ้าง

 

      รายที่ ๓ นายวิสัย อนากูล “อนากูล” แปลว่า “ไม่สกปรก”  เออนี่ไม่สกปรกมีหรือ รูปร่างสันทัด ผิวขาว ตายเมื่อ  พ.ศ. ๒๕๐๐  สองคนนี่กวดกันจี๋เทียวนี่  บิดามารดาของนายแพทย์สมรัตน์  ระนองธานี

หลวงพ่อ  :    มาหรือยังล่ะเตี่ย เอ้าอาศัยความดีอะไรจึงไม่ลงนรก

นายวิสัย :    มีเมตตา อารมณ์มีเมตตาเป็นพื้นฐาน แต่ว่าชาวบ้านจะเห็นหรือไม่เห็นก็ช่าง อาการของคนที่มีเมตตา ไม่จำเป็นต้องยิ้มเสมอ นี่มันเรื่องของใจ

หลวงพ่อ  :    อ๋อ  มีเมตตาเป็นพื้นฐาน  ก็มีพรหมวิหาร    น่ะซี  สร้างความระยำไว้บ้างหรือเปล่า

นายวิสัย :    เอาเยอะเหมือนกัน

หลวงพ่อ  :    ดีเอาเยอะเหมือนกัน คำว่าเยอะของผีหมายความว่าทำไม่ดีนิดหน่อย ก็ถือว่ามีใช่ไหม

นายวิสัย :    ใช่

หลวงพ่อ  :    ไปอยู่ที่ไหนล่ะ

นายวิสัย :    ไม่ไกล

หลวงพ่อ  :    ตอบอย่างนี้ได้เรอะ สำหรับฉันไม่มีอะไรไกล ไกลอย่างไรนึกปั๊ปก็ถึงปุ๊ป แต่ชาวบ้านน่ะซี ลูกหลานจะได้เอาอย่าง จะได้รู้จักวิธี

นายวิสัย :    เจริญเมตตาบารมีเข้าไว้ แล้วก็จะไม่มีทางลงนรก บาปกรรมทั้งหลายที่ได้ทำไว้ แล้วจงอย่าตามไปถึง

หลวงพ่อ  :    เออดีเหมือนกัน มีจิตเมตตาเข้าไว้เป็นปกติ พ่อคุณมีจิตเมตตา ท่านก็มีศีลครบถ้วน       น่ะซีมันเป็น พรหมวิหาร ๔ และแถมมีฌานสมาบัติสมบูรณ์ จะเจริญวิปัสสนาญาณก็เป็นพระอริยเจ้าได้เร็ว จะไปยากอะไรพ่อเทวดา พูดอย่างนี้มันก็ถูกน่ะซี

นายวิสัย :    บอกว่าพูดอย่างเทวดา

หลวงพ่อ :    แล้วนี่อาการความชั่วต่างๆ  ไม่ได้ตามไปถึงเลยใช่ไหม

นายวิสัย :    อ๋อ ตอนต้นนึกเหมือนกัน พอนึกแล้วก็ปรากฏว่าใจมันไม่สบาย ก็คิดเข้าไปหาความดี คือความดีของพระพุทธเจ้า ตั้งใจคิดว่า กรรมใดที่ทำมาแล้วเป็นความผิดขอให้อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน  และต่อจากนั้นไปก็อาศัยอารมณ์เมตตาประจำใจ ใจมันก็อ่อนโยน  มีความสดชื่น  นึกถึงความดี นึกถึงบารมีพระพุทธ  พระธรรม  พระอริยสงฆ์ เทวดา พ่อแม่เสร็จ ว่าดะเลย แล้วก็ตายสบาย ตายแล้วก็สบาย

หลวงพ่อ :    เออดีมาก อยู่ที่ไหนพ่อเทวดา ไม่รู้จักบอกเล่าพ่อคุณ

นายวิสัย :    บอกไม่ได้

หลวงพ่อ :    ทำไม่ล่ะ มันจะต้องย้ายบ้านหรือ

นายวิสัย :    จริงๆ เวลานี้อยู่กามาวจรสวรรค์เพราะอาศัยเมตตาบารมีเป็นสำคัญ พ้นจากกามาวจรสวรรค์ต้องไปพรหม

หลวงพ่อ : เรื่องของคนนี่ดูจริยาภายนอกนี่ดูกันไม่ได้ ไม่มีใครเห็นใจใครอย่างท่านสุปฏิฐิตเทพบุตร      เลวแสนเลวตอนเป็นมนุษย์   แต่ตอนปลายก่อนจะตายนึกถึงพระพุทธเจ้าหน่อยเดียว       เป็นเทวดา  และจากเป็นเทวดาแล้วฟังเทศน์พระพุทธเจ้า อุณหิสวิชัยสูตร เป็นพระโสดาบัน  ขอบใจนะ  แน่จริงๆ ใช้ได้ๆ ไม่เสียทีเกิด อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่เสียรองเท้าเปล่า อ้าว ชาวบ้านเขาบอกว่าไม่เสียข้าวเปล่า  สวมรองเท้านี่ไม่เสียรองเท้าเปล่า  เราเดินไม่เหยียบดินไม่สกปรก  ถ้าตายแล้วลงนรก       ก็เรียกว่ามันสกปรกเหลือดี ไอ้               เชื้อโรคมันซึมเข้ามาทางรองเท้าก็แย่ เอ้า แม่ซิวหยิน อยู่ที่ไหน

นางซิวหยิน: ทำท่าไหว้ให้ดู

หลวงพ่อ   : อ๋อ ไหว้เก่งนี่ ไอ้คนไหว้เก่งนี่มันจะไปนรกได้อย่างไร ดีมากๆ ทีหลังพูด

นางซิวหยิน: ต้องทำท่าไหว้ให้ดู ไม่เช่นนั้นจะไม่เข้าใจ

หลวงพ่อ       :       ดีไหว้เก่ง อยู่ด้วยกันกับตาเฒ่า (นายวิสัย) หรือเปล่านี่

นางซิวหยิน : เปล่า

หลวงพ่อ       :       ทำไมแยกเมืองกันเสียล่ะ?

นางซิวหยิน: ไปตามกำลังใจของบุญ

หลวงพ่อ       :       อยู่กับใครล่ะ?

นางซิวหยิน: ไปเป็นบริวารของ ท่านพรรณวดีศรีโสภาค

หลวงพ่อ       :       สบายไหม

นางซิวหยิน: สบาย

หลวงพ่อ       :       ท่านพรรณวดีศรีโสภาคนี่ใจดีหรือเปล่า

นางซิวหยิน: ท่านใจดีมาก  แต่ทว่าท่านเด็ดขาด  พูดยิ้มกับใคร  ทุกคนกลัวยิ้ม

หลวงพ่อ       :       ก็ดีแล้วนี่ เออ ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ

นางซิวหยิน: ท่านมีระเบียบวินัยดีมาก  ท่านเคารพในพระอินทร์

หลวงพ่อ   : “ท่านพระอินทร์”  แปลว่า “ท่านทรงความประเสริฐมากและก็ทรงความ เป็นใหญ่ หรือเป็นใหญ่ในความประเสริฐ”  พระอินทร์ท่านใจดีไหม?

นางซิวหยิน: ใจดีมาก

หลวงพ่อ   : เฝ้าเสมอหรือเปล่า?

นางซิวหยิน: ไม่มีเวรเฝ้า แต่ว่าได้ฟังโอวาทท่านอยู่เสมอ เห็นท่านเสมอ เห็นทีไรท่านยิ้มตลอด                         เวลา

หลวงพ่อ       :       เวลาท่านอยู่บนสวรรค์ ท่านบ่นถึงเมืองมนุษย์บ้างไหม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยนี่

นางซิวหยิน: บ่นถึง

หลวงพ่อ   : อ้าว ทีหลังจำไว้นะ จะมาเมืองมนุษย์ละก็ต้องถามท่านด้วย ไม่ถามท่านจะบอกอย่างไร     ล่ะ รายการนี้ผ่านไป ขอยุตินะ..”