..ถ้าใครไปเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ผ่านอำเภอถลางจะเห็นอนุสาวรีย์ของวีรสตรี
๒ ท่าน คือ ท่านท้าวเทพกษัตรีกับท่านท้าวศรีสุนทร ประวัติของท่านมีดังนี้ ท่านท้าวเทพกษัตรี เดิมชื่อ
จัน กับน้องสาวคือ ท่านท้าวศรีสุนทร เดิมชื่อ มุก เป็นชาวเมืองถลาง
จังหวัดภูเก็ต เกิดในสมัยรัชกาลที่
๑ กรุงรัตนโกสินทร์
บิดาเป็นเจ้าเมืองถลาง
คุณจันกับคุณมุกได้ฝึกฝนวิชาต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างคล่องแคล่วชำนาญและมีความกล้าหาญ เมื่อเจ้าเมืองถึงแก่กรรม
คณะกรรมการเมืองก็แต่งตั้งสามีคุณจันขึ้นเป็นเจ้าเมืองถลาง
ต่อมาสามีคุณจันถึงแกกรรม
พม่าก็ยกทัพมาตีเมืองถลาง
ทั้งสองท่านได้ประชุมปรึกษากับคณะกรรมการเมือง โดยคิดอุบายลวงข้าศึก
ได้รวบรวมผู้หญิงราว ๕๐๐
คน ให้แต่งตัวเป็นผู้ชายโพกศีรษะ
พอถึงเวลากลางคืนใช้ทางมะพร้าวทำเป็นอาวุธถือเดินแปรขบวนระหว่างค่ายทุกวัน
ตอนกลางวันก็เข้าทำเป็นกองหนุนเข้าสมทบในค่าย จนข้าศึกคิดว่าไทยมีกำลังหนุนอยู่เสมอ จึงนำทัพถอยร่นไป
คุณจันจึงสั่งระดมยิงปืนใหญ่เข้าไปในกองทัพพม่า พม่าตกใจต่างหนีลงเรือแล่นออกจากอ่าวไป
เมื่อศึกสงบแล้วรัชกาลที่ ๑
โปรดให้แต่งตั้งคุณจันเป็น ท้าวเทพกษัตรี และคุณมุกน้องสาวเป็น ท้าวศรีสุนทร
วีรกรรมของท่านทั้งสองจึงเป็นเกียรติประวัติแก่ชาติไทยสืบมาจนทุกวันนี้
อนุสาวรีย์ของวีรสตรีทั้งสองท่านตั้งอยู่ที่ตำบลท่าเรือ สี่แยกเมืองถลาง จังหวัดภูเก็ต องค์พี่จูงมือน้องสาว
มือขวาถือดาบ
นุ่งโจงกระเบนใส่เสื้อแขนกระบอกมีตะเบ็งมาน ผมทรงดอกกระทุ่ม
เป็นสำริดสีดำทั้งสององค์
เมื่อวันที่ ๗
มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗
อาตมาเดินทางไปภาคใต้ ได้นั่งรถผ่านอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต
เห็นอนุสาวรีย์ของวีรสตรีทั้งสองท่าน
จึงคิดว่าเรามาอยู่บนแผ่นดินของท่านทั้งสองผู้มีพระคุณใหญ่ที่รักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้
ถ้าเวลานั้นไม่มีท่านทั้งสองก็ยังไม่แน่นักว่าจังหวัดภูเก็ตจะเป็นของเราหรือเป็นของใคร
ก็เลยมีความคิดว่าท่านทั้งสองตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ถ้าพบได้ก็จะดี พอคิดเพียงเท่านี้ก็ปรากฏว่าท่านทั้งสองมาปรากฏอยู่ที่ข้างรถพอดี
มายกมือไหว้ให้เห็นรูปร่างหน้าตาของท่านในสมัยที่ท่านเป็นแม่ทัพ ท่านบอกว่า
ท่านอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
อาตมาจึงถามว่า การสงครามต้องฆ่าคนตายไปสวรรค์ด้วยหรือ ท่านยิ้มแล้วก็ถามว่า ท่านก็เคยเป็นแม่ทัพมาเคยเป็นทหารมา
เคยฆ่าคนมาเป็นอันมากและก็เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาเป็นอันมาก ทำไมถึงไม่ลงนรกบ้างล่ะ อาตมาตอบว่า เรื่องก่อนเกิดจำไม่ได้และเรื่องของท่านจะรู้ได้อย่างไร
ให้เล่าว่าเป็นคนวางนโยบายฆ่าคนเป็นจำนวนมากแล้วไปดาวดึงส์ได้อย่างไร ท่านก็ตอบว่า ฉันทำบาปได้ฉันก็ทำบุญได้
การทำบาปคราวนั้นฉันพลีชีวิต
เลือดเนื้อ สติปัญญา
กำลังกายกำลังใจ
ก็เพื่อความสันติสุขของประชาชนส่วนมาก ฉันไม่ได้ทำเพื่อส่วนตัว
จะตั้งฉันเป็นตำแหน่งอะไรก็ตาม
นั่นเป็นเรื่องของพระราชาผู้ตั้ง
เวลาทำฉันไม่ได้ต้องการแบบนั้น
เมื่อทำแล้วฉันรู้ว่าเป็นบาปก็เลยทำบุญทำกุศล ทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว
เวลาตายแล้วก็ไปสวรรค์ ท่านพูดแล้วท่านก็ยิ้ม
อาตมามองไปที่อนุสาวรีย์แล้วก็มองรูปโฉมลักษณะของท่านที่มาปรากฏให้เห็นแต่งตัวเป็นแม่ทัพในสมัยนั้น คล้ายคลึงรูปจริงๆ ของท่านมาก แสดงว่าท่านทั้งสองคงดลใจให้คนปั้นรูปท่าน ปั้นได้คล้ายคลึงความเป็นจริงของท่านมาก