..วันที่ ๑๔ กันยายน
พ.ศ. ๒๕๓๑ อาตมาขอเหาะตาม พระอนุรุทธ ท่านไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
(ตามพระไตรปิฎก)
ให้ชื่อเรื่องนี้ว่า นางฟ้าขี้เหนียว เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่ง พระอนุรุทธ ท่านเข้าฌานเหาะไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ท่านไปพบวิมานหลังหนึ่งสวยสดงดงามมากและเจ้าของวิมานก็สวยมาก เป็นเทพธิดาที่มีรูปสวยมาก ผิวพรรณผ่องใสคล้ายเงินผสมแก้ว เวลาขยับเขยื้อนก็แพรวพราวไปทั้งร่าง แสงสว่างที่ออกจากกายก็สว่างไสวไปทั่วทิศ สว่างมากกว่าดาวประกายพรึกเป็นไหนๆ
เวลาที่ท่านฟ้อนอยู่ การขับร้องเสียงที่เป็นทิพย์ก็ไพเราะมาก
ช่างชื่นใจในน้ำเสียงของท่านเหลือเกิน
กลิ่นที่เป็นทิพย์ก็หอมหวนยวนใจ
เสียงเครื่องประดับเวลากระทบกันก็ไพเราะมาก
ถามท่านว่า เมื่อเป็นมนุษย์ทำบุญอะไรไว้จึงสวยและเสียงไพเราะจับใจอย่างนี้ ท่านตอบว่า เมื่อเป็นมนุษย์ฉันเป็นเพื่อนกับ พระนางวิสาขามหาอุบาสิกา
ท่านวิสาขาทำบุญไว้มากมหาศาล แต่ดิฉันบ๋อต๋อไม่ได้ทำเลย อยู่เฉยๆ ก็ได้บุญ คอยเก็บบุญคือโมทนาอย่างเดียวก็พอ นี่แหละจึงเขียนว่า นางฟ้าขี้เหนียว
ไม่ทำบุญด้วยตนเองเอาแต่โมทนาอย่างเดียว ท่านวิสาขาได้สร้างวิหารถวายสงฆ์
เห็นวิหารนั้นมีใจเลื่อมใสก็เลยโมทนา วิมานที่สวยสดงดงามที่เห็นอยู่นี้เป็นผลบุญที่ฉันโมทนา
วิมานนี้เป็นวิมานอัศจรรย์สวยสดงดงามมากเลื่อนลอยไปในอากาศได้ตามที่ฉันต้องการ มุมหนึ่งของวิมานมีสระโบกขรณีเป็นที่อาศัยของปลาสวยๆ
ทุกประเภท มีนํ้าใสสะอาด มีทางลาดด้วยทรายทองคำเพื่อเดินเล่น มีบัวสวยๆ ทุกชนิด เกสรบัวหอมฟุ้งไปทั่วทิศ มีต้นไม้รอบวิมานหลายชนิด เช่น มะพร้าว ไม้หว้า ขนุน ต้นตาล
เป็นต้น มีเสียงดนตรีบรรเลงมิได้ขาด
มีนางเทพอัปสรที่เป็นบริวารมากมาย
สรุปผลที่ท่านได้รับทั้งหมดนี้ เพราะอาศัยท่านโมทนาบุญของท่านวิสาขามหาอุบาสิกาอย่างเดียว
เป็นอันว่าคนฉลาดจะไม่มีโอกาสปราศจากบุญได้เลย
ในเมื่อเราไม่มีทุนทำเองเราก็โมทนาด้วยจิตบริสุทธิ์ ถ้าทำเองด้วยและโมทนาด้วย ก็จะช่วยให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น
ท่านพระอนุรุทธ ท่านถามโฉมงามว่า เวลานี้พระนางวิสาขามหาอุบาสิกา
ผู้ถวายวิหารทานไปอยู่ที่ไหน ท่านตอบว่า
พระนางวิสาขามหาอุบาสิกาผู้ประเสริฐ มีทั้งทาน มีทั้งศีล
จิตเจริญด้วยภาวนา เวลานี้ไปเกิดที่สวรรค์ชั้นนิมมานรดี เป็นชายาของท่านสุนิมมาตวดี