..ในวันที่พระพุทธเจ้าไปเทศน์ในหมู่บ้านของ
ท่านวักกลิ ท่านเห็นพระพุทธเจ้าสวย มีฉัพพรรณรังสีรัศมี ๖
ประการปรากฏออกรอบพระวรกาย ท่านเลยติดใจในความสวยสดงดงามของพระพุทธเจ้าจึงขอบวช
เวลาบวชแล้วก็ไม่ต้องการทำอะไร ฉันข้าวเสร็จก็มานั่งใกล้ๆ พระพุทธเจ้า
เวลาพระพุทธเจ้าเทศน์ก็มานั่งดูแบบนั้นจนกว่าพระพุทธเจ้าจะกลับเข้าพระวิหาร
พอตอนเช้าท่านก็ทำอย่างนั้น บำเพ็ญบารมีอย่างนี้มาเป็นเวลา ๓ ปี
แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ว่าเพราะท่านติดใจในรูปก็ฟังเสียงเทศน์มา ๓
ปีถึงแม้ว่าจะไม่สนใจก็ตาม เปรียบเหมือนเขาบังคับให้เรากินข้าว
เรากินบ้างไม่กินบ้าง กินวันละน้อยๆ มันก็มาก หรือนํ้าฝนที่ตกลงมาในตุ่มทีละหยดๆ
มันไม่มาก แต่พอนานๆเข้านํ้าก็เต็มตุ่มได้เหมือนกัน
เมื่อเวลาผ่านไป ๓ ปี
องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงเห็นว่า พระวักกลิควรจะเป็นพระอรหันต์แล้ว แสดงว่าพระองค์ทรงสอนให้พระวักกลิปฏิบัติธรรมในด้านวิปัสสนาญาณแล้วไม่มีผล
แต่พระวักกลิก็ยังติดอยู่ในพระรูปพระโฉมของพระองค์คือยังติดในร่างกายของพระองค์
ฉะนั้นจะช่วยให้พระวักกลิเป็นพระอรหันต์ได้ง่าย
องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสขับไล่พระวักกลิออกจากสำนัก ถือว่าเธอเป็นโมฆบุรุษ
เป็นบุรุษผู้ไม่ได้หวังความดีอะไร จงออกไปจากสำนักของตถาคตเดี๋ยวนี้
พระวักกลิเมื่อถูกพระพุทธเจ้าทรงขับก็เสียใจ
จะกลับบ้านก็อายเพื่อนบ้าน จะอยู่ที่นี่ก็อยู่ไม่ได้เพราะพระพุทธเจ้าทรงขับ
จึงตัดสินใจเราตายดีกว่า จึงขึ้นไปที่เงื้อมผาปรารถนาจะกระโดดเขาให้ตาย
พอจะกระโดดเขา
พระพุทธเจ้าก็ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีพุ่งไปปรากฏเฉพาะหน้าเหมือนพระองค์นั่งอยู่ข้างหน้าพระวักกลิ
ทรงกล่าววาจาว่า
วักกลิ บุคคลใดเห็นธรรม
บุคคลนั้นชื่อว่าเห็นตถาคต
เพียงเท่านี้ พระวักกลิก็สำเร็จพระอรหันต์
การที่พระวักกลิตัดสินใจกระโดดเขาให้ตาย
ก็แสดงว่าท่านไม่ห่วงใยในร่างกายแล้ว คนที่จะเป็นพระอรหันต์นั้น
เป็นที่ไม่ห่วงในร่างกายนั่นเอง ถ้าเราตัดสักกายทิฐิได้ตัวเดียว
เราก็เป็นพระอรหันต์ได้..