..เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศว่า
พระองค์จะนิพพานที่ระหว่างนางรังทั้งคู่ที่เมืองกุสินารามหานคร
พระอานนท์ก็ทัดทานว่า เมืองกุสินาราเป็นเมืองเล็ก การนิพพานที่นั่นจะไม่เหมาะสม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสว่าเหมาะ
เพราะเมืองกุสินาราเคยเป็นเมืองของพระเจ้าจักรพรรดิ และคนที่เป็นจักรพรรดิในเมืองนั้นก็คือ
ตถาคต ฉะนั้นเมืองใดที่เคยมีจักรพรรดิ
เมืองนั้นถือว่าเป็นเมืองที่มีความสำคัญ
เมืองที่พระอานนท์ท่านเสนอก็คือเมืองราชคฤห์กับเมืองพาราณสี
การที่องค์สมเด็จพระบรมครูตรัสแก่พระอานนท์ว่า
เมืองกุสินารามหานครเมื่อก่อนนี้เป็นมหาประเทศ
เป็นเขตที่อยู่ของพระเจ้าจักรพรรดิปกครองโลกนั้นเป็นเหตุอย่างหนึ่ง
แต่เนื้อแท้จริงๆ
การที่พระองค์จะทรงไปนิพพานที่นั่นก็เพื่อหวังจะไปโปรดบริษัทคนสุดท้าย
เพราะคนที่เกิดมาจะได้บรรลุมรรคผล บางคนก็พระอรหันต์สอนได้
แต่บางท่านพระอรหันต์สอนไม่ได้เพราะวิสัยตรงเฉพาะพระพุทธเจ้า ท่านผู้นั้นคือ ท่านสุภัททะปริพาชก
เวลากลางคืนก่อนที่องค์สมเด็จพระบรมครูจะเข้าสู่พระนิพพานในวันรุ่งขึ้นเวลาใกล้รุ่งอรุณ
ก็ปรากฏว่ามีท่านๆ หนึ่งคือ สุภัททะปริพาชก ต้องการจะเข้าไปกราบทูลถามปัญหากับพระพุทธเจ้า
พระอานนท์ก็ทรงห้ามไว้ เพราะเวลานี้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประชวรหนัก
ท่านอย่าไปรบกวนพระองค์เลย ขณะที่พระอานนท์กำลังพูดกับท่านสุภัททะปริพาชก
พระพุทธเจ้าได้ทรงสดับด้วยทิพโสตญาณ
เมื่อพระองค์ทรงทราบก็บอกพระอานนท์ให้ปล่อยเข้ามา ว่าการที่ตถาคตมาที่นี่
ก็มาเพราะลูกชายคนนี้เท่านั้น จะเห็นว่าตอนก่อนจะมาพระองค์ตรัสอย่างหนึ่ง
ถ้าตรัสว่าจะมาโปรดสุภัททะปริพาชก ก็คงจะต้องถูกทัดทาน
พระองค์จึงให้เหตุผลคนละอย่าง เพราะพระพุทธเจ้าทรงทราบว่า สุภัททะปริพาชก
พระสาวกก็สอนไม่ได้ เป็นคนมีอารมณ์แข็ง ก่อนที่จะมาเกิดชาตินี้เป็นพี่น้องกันกับ ท่านอัญญาโกณฑัญญะ ท่านอัญญาโกณฑัญญะเป็นน้อง
ท่านสุภัททะปริพาชกเป็นพี่ แต่ท่านอัญญาโกณฑัญญะเวลาทำบุญจะเริ่มทำบุญตั้งแต่แรกนา
ส่วนพี่ชายคือท่านสุภัททะปริพาชกทำบุญเมื่อขนข้าวเข้ายุ้งเสร็จแล้ว
ฉะนั้น
เมื่อเวลาสำเร็จมรรคผล ท่านอัญญาโกณฑัญญะจึงได้บรรลุมรรคผลก่อนคนอื่นทั้งหมด
สำหรับพี่ชายทำบุญเมื่อเก็บข้าวเสร็จแล้ว
จึงบรรลุมรรคผลหลังสุดคือพระพุทธเจ้าจะนิพพาน
เป็นอันว่าท่านสุภัททะปริพาชกก็เข้ามา พระองค์จึงถามถึงความประสงค์แล้วก็ตรัสว่า เวลานี้ตถาคตป่วยมากนะ
เวลาก็ใกล้จะสว่างมากแล้ว เมื่อใกล้สว่างตถาคตก็ต้องนิพพาน
ฉะนั้นการถามปัญหาของเธอจงงดไว้ จงฟังเทศน์เถิด
พระพุทธเจ้าก็ทรงเทศน์ปรารภขันธ์
๕ ว่า จงอย่าสนใจกับร่างกายของเรา
อย่าสนใจร่างกายของบุคคลอื่น อย่าสนใจกับวัตถุธาตุใดๆ ทั้งหมด
เพราะทุกอย่างมันเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ถ้าเราเข้าไปยึดแล้ว ก็เป็นทุกขัง เป็นทุกข์
ในที่สุดมันก็พัง ต้องเป็นอนัตตา ดึงมันไว้ไม่อยู่
ฉะนั้นขอเธอจงปรับใจของเธอให้เข้าใจถึงเรื่องนี้ให้รู้ตามความเป็นจริง รวมความว่า ไม่ให้สนใจในรูปโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือรูปของเรา
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศน์จบประเดี๋ยวเดียว
ท่านสุภัททะปริพาชกก็ไป
ปฏิบัติ สักครู่เดียวก็สำเร็จอรหัตผล...