เรื่องที่ ๓๗

ตายจากคนไปเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี

 

      วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๑ เวลา ๑๗.๑๐ น. อาตมานอนภาวนาไปได้ไม่ถึง ๒ นาที ก็เห็นขาหญิงสาวสองคนเดินมา เห็นเพียงขาผิวขาวนวลเรียบไม่ย่นไม่มีตำหนิเนื้อเต็ม ลักษณะทรวดทรงงามมาก เมื่อเธอทั้งสองนั่งลงใกล้ๆ ก็เห็นร่างกายทั้งหมดของเธอสวยเรียบๆ จริงๆ ผิวหาที่ตำหนิไม่ได้เลย ส่วนของร่างกายเหมาะสมได้สัดส่วนมากอิ่มทั้งตัวและหน้า อาตมาถามเธอว่า “เธอมาเฝ้าเพื่อความปลอดภัยหรือ” เธอตอบว่า “ใช่” ถามเธอว่า “อยู่ชั้นไหน” เธอตอบว่า “ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีเจ้าค่ะ” นางฟ้าสวรรค์ชั้นนี้สวยจริงๆ อาตมาเห็นเธอ ๒ คนนี้แล้วรู้สึกว่า ความสวยของสาวในโลกมนุษย์แห้งหมด ภาพที่เห็นนี้แลเห็นเป็นเหมือนเนื้ออย่างคนธรรมดา ถามว่า “ใครเป็นหัวหน้าส่งเธอมา” เธอตอบว่า “เธอเป็นเทพธิดาของท่านพัวหรือท่านอุบล” เป็นชื่อเมื่ออยู่เมืองมนุษย์ ท่านผู้นี้เป็นน้องสาวคนเล็กของอาตมา ท่านตายเมื่ออายุ ๔ ปี ท่านเป็นนักบุญ ชอบให้ทาน ชอบฟังเทศน์ และชอบภาวนาตั้งแต่ยังพูดไม่ชัด เธอทั้งสองบอกว่า “ท่านพัวเป็นเหมือนมารดา เพราะเธอไปเกิดบนตักของท่าน”

      อาตมาจึงบอกเธอว่า “ขอบใจลูกรักที่เมตตาพ่อ เพราะพ่อแก่และป่วย ผีหรือไสยศาสตร์อาจทำร้ายได้ เมื่อลูกมาช่วยระวังให้ความปลอดภัยจากสองประการก็มิได้มีแน่นอน”  เธอบอกว่า “เธอเป็นหลานเพราะท่านพัวเป็นน้องสาว เธอต้องเรียกอาตมาว่าลุง” จึงบอกเธอว่า “ไม่จำเป็นเพราะคำว่าหลานห่างไปจากความรู้สึก ถ้าลูกจะมีความใกล้ชิดมาก” เธอทั้งสองดีใจมากก้มลงกราบ พอดีท่านย่ามา อาตมาได้ปรารภกับท่านว่า “นางฟ้าชั้นปรนิมมิตวสวัตตีนี่สวยงามมาก ทำเอานางฟ้าชั้นดาวดึงส์ซีดเลย” ท่านย่ายอมรับว่าจริง อาตมาถามถึงการทำบุญของเธอว่า “ทำบุญอะไรจึงมีบุญอย่างนี้” เธอบอกว่า “ชอบก่อสร้าง ชอบบูชาพระ รักพระพุทธรูปมาก พระองค์ใหญ่ๆ (พระประธาน) จิตเกาะตลอดเวลา (เป็นฌาน) มีศีลและกรรมบถ ๑๐ ครบถ้วน” และท่านบอกว่า “การที่อาตมาสร้างวัดอย่างนี้และตั้งใจสร้างปล่อยไม่ติดวัด เทวดาและพรหมชอบมาก ท่านมาร่วมเป็นไวยาวัจกรมาก ช่วยด้านที่ไม่เห็นตัว เพราะได้ต่อบารมีกันทั่วไป โดยเฉพาะงานเจริญภาวนาอีกอย่างหนึ่งที่ท่านชอบกันมาก จึงมาช่วยกันมาก”  เมื่อเธอกล่าวจบท่านย่าถามว่า “ท่านพัวไม่มาหรือ” พอท่านย่ากล่าวจบ ท่านพัวมาถึงพอดี ท่านพัวมาในรูปนางฟ้ามีชฎา สองสาวที่คุยกันอยู่เดิมเธอมีเนื้อมีหนังเหมือนคนก็เลยเป็นนางฟ้าไปด้วย สวยกว่ารูปเดิมมากเครื่องประดับแพรวพราว..”