..วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๓๒
หลวงพ่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปกราบศพ พระเทพวิสุทธิเมธี (ไสว สุจิตโต)
วัดอนงคาราม ท่านเป็นเพื่อนหลวงพ่อมาตั้งแต่เข้ามาอยู่กรุงเทพฯใหม่ๆ
เวลาที่วัดท่าซุงทำบุญประจำปี หลวงพ่อก็นิมนต์ท่านมาทุกปี
แต่ตอนนี้ท่านมรณภาพเสียแล้ว มีคนสนใจเรื่องนี้และถามปัญหาดังนี้
ผู้ถาม กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง
กระผมได้ยินข่าวมาว่า เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๓๒
หลวงพ่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมศพเจ้าคุณไสว วัดอนงคาราม กระผมอยากเรียนถามหลวงพ่อว่า
มีความสัมพันธ์ไมตรีอย่างไรจึงเป็นปัจจัยให้หลวงพ่อไปงานนี้ขอรับ
หลวงพ่อ เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสเหมือนกัน ตอบกว้างๆนะ
ถ้าตอบแคบๆ คือ เรียนบาลีมาด้วยกัน เริ่มต้นวันเดียวกัน
แต่ฉันเป็นพระองค์นั้นเป็นเณร เพราะฉันอยู่บ้านนอก พรรษาที่ ๔
ฉันเข้ามาเรียนเปรียญกับเขา องค์นั้นเป็นเณรอายุ ๑๘ เรียนคู่กันมา
และผลที่สุดก็กินข้าวมาด้วยกัน ในขณะที่อยู่วัดอนงคารามก็ล่อนํ้าปลาคลุกพริกป่นเหมือนกัน
พริกอะไรรู้ไหม พริกแถวสระบุรี แซบอีหลีโลด เผ็ดยิ่งกว่าพริกธรรมดามาก
เวลานั้นอยู่ในระหว่างสงคราม ญาติโยมก็หนีสงครามไป และพระก็หนีสงครามไป
พระที่ไม่ไปก็อดต้องเอาข้าวสารมาใส่หม้อเข้าหุงเองเลย
ผู้ถาม แล้ววันที่ไปเยี่ยม ท่านมาหาหลวงพ่อบ้างหรือเปล่าครับ
หลวงพ่อ ไม่ใช่มาหา ไปหาเขาน่ะ
ถ้าถามมาหาไหม ก็ต้องตอบว่าคุยกัน
ผู้ถาม แต่งตัวสวยงามหรือเปล่าครับ
หลวงพ่อ เขาไปเป็นพรหมชั้นที่ ๗
ถามว่า ไปเป็นพรหมได้อย่างไร เขาบอกว่า ไอ้โรคนี้ทุกขเวทนามันมากขอรับ
ผมต้องใช้ขันติอย่างหนัก และมีคนเล่าให้ฟังว่า
โรคนี้ตามธรรมดากระสับกระส่ายมาก ทุรนทุรายมาก แต่องค์นี้ไม่มีอาการเลย
เงียบสงบทุกอย่าง พอเขาพูดแบบนั้นก็ปรากฏว่า
มีคนที่พยาบาลอยู่มาหาบอกว่าจริงตามนั้นครับ ก็แสดงว่าเวลานั้นจิตเขาเป็นฌาน
ถ้าจิตเข้าถึงสมาธิเบื้องต้นหรืออุปจารสมาธิ ทุกขเวทนาจะน้อยมาก ความรู้สึกน้อยมาก
ถ้าจิตเป็นฌานมันมีทุกขเวทนาเหมือนกันแต่พอทน อย่างมะเร็งมันเจ็บมากจริงๆ
เป็นอันว่าท่านทนได้ขนาดนั้น จึงได้ถามว่า ทนได้อย่างไร ท่านบอกว่า ใช้ขันติอย่างหนัก..